วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

4 ขั้นตอนในการสร้างลูกค้าประจำ (Customer Loyalty) ที่คุณเองก็ทำได้


     ปัจจุบันธุรกิจมีการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น คู่แข่งก็มีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ การหาลูกค้าใหม่ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย การรักษาฐานลูกค้าเดิมเพื่อไม่ให้เปลี่ยนใจไปใช้สินค้าหรือบริการอื่นๆ ก็ยิ่งต้องทำมากขึ้น  แล้วเราจะมีวิธีกการทำให้ลูกค้าทั่วไปอยู่กับเราจนกลายเป็นลูกค้าประจำได้อย่างไรบ้างล่ะ  Marketing 101 มีเทคนิคการสร้างลูกค้าประจำในแบบง่ายๆ ที่คุณเองก็ทำได้ เพียง 4 ขั้นตอนมาแบ่งปันกันครับ :)   

 

1.สร้างตัวตนให้เป็นที่รู้จัก (Awareness)

      ใครจะมาเป็นลูกค้าเรา ถ้าไม่เคยได้ยิน ไม่เคยรู้จักสินค้าเรามาก่อน ไม่มีใครแนะนำ ไม่มีทางเลยที่เค้าจะมา สนใจสินค้าเรา ฉะนั้นเราจำเป็นต้องสร้างกระบวนการสื่อสารให้ลูกค้ารู้จักสินค้า และรับรู้ในจุดเด่นของสินค้าว่าสินค้าและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ เช่น สินค้าของเราช่วยแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้า หรือช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ลูกค้าดูดีเมื่อได้ใช้สินค้าของเรา เป็นต้น  ซึ่งช่องทางการสื่อสารในยุคปัจจุบันก็มีหลายวิธีเพื่อให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ง่าย เช่น  Facebook  , Instagram , Line YouTube ,  Tiktok ฯลฯ ทั้งนี้ทั้งนั้นเราต้องเข้าใจพฤติกรรมการรับสื่อของลูกค้าด้วยว่าเค้าติดตามสื่อช่องทางไหน อย่างไร เพื่อหาวิํีธี รูปแบบ ในการนำเสนอสินค้าและเลือกสื่อให้ตรงกับลูกค้าเพื่อสร้างให้การจดจำโฆษณาและสินค้าของเราได้ดียิ่งขึ้น 


2. การทำให้ลูกค้าเกิดการทดลองใช้สินค้าของเรา (Trial)

        เราต้องพยายามให้ลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าให้ได้ในครั้งแรก เมื่อได้ลูกค้าเกิดการรู้จักหรือได้ยินคำบอกเล่าเกี่ยวกับสินค้ามาบ้างโดยธรรมชาติลูกค้าก็พร้อมที่จะทดลองใช้สินค้า แต่หากลูกค้าไม่เคยรู้จัก ไม่เคยได้ยินชื่อสินค้าเรามาก่อน หากมีคนนำมาให้ทดลองใช้ส่วนใหญ่มักจะปฎิเสธ ดังนั้นการสร้างกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้เกิดการทดลองใช้สินค้า ซึ่งอาจจะเป็นการให้ทดลองใช้แบบฟรีๆ หรือไม่อาจใช้การแนะนำสินค้าในราคาที่จูงใจเพื่อให้ลูกค้าเกิดการทดลองซื้อไปใช้ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้สินค้าแบบฟรีๆเสมอไป 


3. การทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อ  (Purchase)

        การที่ลูกค้าเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าของเราในราคาปกติ ซึ่งจุดนี้ถือว่าเราประสบความสำเร็จในจุดแรกของการทำธุรกิจ  เพราะในขั้นตอน "การสร้างการรับรู้" และ "การให้ลูกค้าทดลองใช้สินค้า" เป็นการที่เราจะต้องลงทุน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าตัวอย่างหรือการใช้สื่อเพื่อแนะนำสินค้าให้ลูกค้ารู้จัก เพื่อให้ได้มาซึ่งขึ้นตอนของการทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าของเรานั่นเอง หลังจากนี้เรายังคงต้องหากิจกรรมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้ออย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ


4. การทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำอย่างต่อเนื่องและเกิดการบอกต่อ (Repurchase) 

        ขั้นนี้คือที่สุดของความต้องการของเจ้าของธุรกิจทั้งหลาย เพราะการที่ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำหรือบอกต่อหรือแนะนำให้คนอื่นๆมาซื้อสินค้าของเรา นั่นหมายความว่าลูกค้านั้นติดใจในสินค้าของเรา และพร้อมเป็น " ลูกค้าตัวจริง" หรือ "ลูกค้าประจำ" ซึ่งในภาษาการตลาดคือ "การสร้างให้ลูกค้าเกิดความจงรักภักดีในสินค้า" ของเรา (Customer Loyalty) นั่นเอง 


          หลังจากที่เราทราบ 4 ขั้นตอนของการสรา้งลูกค้าประจำแบบง่ายๆ ซึ่งคุณเองก็ทำได้กันแล้ว เราลองมาวิเคราะห์กันดูกับสถานการณ์ทางธุรกิจกันดูนะครับ เพื่อให้เราเห็นภาพและเข้าใจในขั้นตอนต่างๆได้มากขึ้นนะครับ เช่น   หากคนทั่วไปรู้จักสินค้าหรือบริการของเราอยู่แล้วแต่ไม่เคยได้ลองซื้อสินค้าหรือบริการของเราเลยไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม  แสดงว่าเรามีปัญหาอยู่ในขั้นตอนที่ 2 คือการทำให้ลูกค้าเกิดการทดลองซื้อหรือใช้บริการของเรา ฉะนั้นเราเองจำเป็นต้องวางแผนกลยุทธ์เพื่อแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ให้ได้ เช่น มีสินค้าขนาดเล็กเพื่อให้ลูกค้าซื้อไปทดลองใช้  หรือทดลองใช้บริการฟรีในครั้งแรก เป็นต้น  หรือหากลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของเราไปแล้ว แต่ไม่ได้เป็นลูกค้าประจำไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม แสดงว่าเรามีปัญหาในขั้นตอนที่ 4 การทำให้ลูกค้าเกิดการซื้อซ้ำ นั่นคือการขาดการกระตุ้นหรือจูงใจให้ลูกค้าเกิดการซื้ออย่างต่อเนื่อง อาจจะแก้ปัญหาตรงจุดด้วยการวางแผนกลยุทธ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อซ้ำและอย่างต่อเนื่อง เช่น การสะสมแต้มเพื่อแลกสินค้า หรือการเป็นสมาชิก เป็นต้น 


  ผู้อ่านสามารถติชม แนะนำ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ของ Marketing 101 เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาในครั้งถัดๆไป ได้ที่ Mktg_101@hotmail.com นะครับ  

                                                                                               


                                                                                                     #การตลาด101


...............................................................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่

🌎 Facebook: https://www.facebook.com/Marketing101th

 



                                                                                                            

วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2563

การตลาดทางสังคม (Societal Marketing) คืออะไร??


การตลาดทางสังคม (Societal Marketing) คืออะไร ??

          ารตลาดทางสังคม (Societal Marketing) หมายถึง การนำเนื้อหาประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมมาใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อมุ่งหวังให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อและเกิดความพึงพอใจในสินค้าบริการ โดยจูงใจให้ผู้บริโภคตระหนักถึงปัญหาของสังคมและสิ่งแวดล้อมและยังสามารถตอบโจทย์ยอดขายและกำไรทางธุรกิจและส่งเสริมภาพลักษณ์แก่แบรนด์สินค้าบริการอีกด้วย

 งค์ประกอบของการตลาดทางสังคม (Societal Marketing) มีอะไรบ้าง??? 

 1.สังคมและสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก (Society first)

      จ้าของแบรนด์สินค้าต้องมีการพิจารณาสินค้าบริการของตนเองว่ามีประเด็นไหนที่มีผลต่อสังคมหรือสิ่งแวดล้อมบ้าง เช่น สินค้าบริการมีวัสดุหรือชิ้นส่วนใดที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมหรือไม่อย่างไร? วิธีการหรือการผลิตต่างๆส่งผลกระทบต่อสภาพอากาศหรือแหล่งน้ำหรือไม่? และนำมากำหนดกลยุทธ์ในการดำเนินงานธุรกิจให้สอดคล้องกับการตอบโจทย์เรื่องของการลดปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้อย่างไร?  ซึ่งอาจเป็นโอกาสที่ทำให้เกิดนวัตกรรมสินค้าหรือบริการใหม่ๆ หรืออาจทำให้เกิดการลดต้นทุนในการผลิตในระยะยาวได้

2.ความพึ่งพอใจของผู้บริโภคหรือลูกค้า (Consumers Satisfaction)

            นอกจากเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการนอกจากการเข้าใจปัญหาสังคมสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตในระยะยาวและสามารถสามารถปรับปรุงพัฒนาสินค้าบริการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาวแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญคือเจ้าของแบรนด์จะต้องสามารถนำเสนอสินค้าบริการนั้นๆให้เป็นที่สนใจและเป็นที่ต้องการของลูกค้าตลอดจนสามารถสร้างความพึ่งพอใจในการใช้สินค้าบริการให้กับลูกค้าได้ด้วย

   3. กำไรที่เกิดจากแบรนด์สินค้าหรือองค์กร (Profits)

      รูปแบบแนวคิดการตลาดทางสังคม (Societal Marketing) นอกจากจะเน้นไปที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมสิ่งแวดล้อมแล้วหากเจ้าของแบรนด์สินค้ามีสินค้าบริการที่ดี ถูกใจลูกค้าและมีการนำเสนอเนื้อหา(Content) ที่โดนใจก็สามารถทำให้ลูกค้าเกิดการจดจำสินค้าบริการได้ดีและเกิดการซื้อสินค้าบริการด้วยความพึ่งพอใจ ถือเป็นวิธีการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์สินค้าบริการและองค์กรและสามารถตอบโจทย์เรื่องยอดขายและกำไรขององค์กรอีกด้วย

       ผู้อ่านสามารถติชม แนะนำ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ของ Marketing 101 เพื่อนำมาปรับปรุงพัฒนาในครั้งถัดๆไป ได้ที่ Mktg_101@hotmail.com นะครับ  


                                                                          #การตลาด 101 


...............................................................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่

🌎 Facebook: https://www.facebook.com/Marketing101th

 


วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2563

4Ps ในยุคปัจจุบัน ยังใช้ได้อยู่หรือไม่??

 


 

4Ps ในยุคปัจจุบัน ยังใช้ได้หรือไม่  

       ในยุคปัจจุบันสภาพแวดล้อมมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คู่แข่งขันในตลาดมีจำนวนมากขึ้นการติดต่อสื่อสารที่มีการเปลี่ยนแปลงสามารถสื่อสารถึงกันได้อย่างไร้พรมแดนและมีหลากหลายช่องทางในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มเป้าหมายได้มากกว่าแต่ก่อน รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีการขยายตัวมากขึ้นรวมถึงมีความหลากหลายและรวดเร็วเพื่อให้เกิดการเข้าถึงผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด จึงทำให้เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการต้องมีการปรับแผนงานเพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินกิจกรรมได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ธุรกิจสามารถตอบสนองความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้วย

              โมเดลกลยุทธ์ทางการตลาดในปัจจุบันนี้มีรูปแบบใหม่ๆ มากมาย เช่น 8Ps  4Cs  4Ss  ให้เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการสามารถนำมาใช้วางแผนงานให้มีความเหมาะสมกับธุรกิจและตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายของธุรกิจตนเองแต่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการและผู้อ่านหลายท่านก็มีข้อสงสัยสำหรับกลยุทธ์การตลาดที่เรียกว่า ส่วนประสมทางการตลาดหรือ 4Ps ถือว่าเป็นกลยุทธ์การตลาดพื้นฐานที่เราเรียนกันมานมนานนี้ว่า 4Ps นี้ยังสามารถนำมาใช้งานวางแผนการตลาดในยุคปัจุบันได้อยู่ไหม  หรือ 4Ps ครอบคลุมเพียงพอต่อการจัดทำแผนการตลาดหรือไม่ ซึ่งทาง Marketing 101 จึงขอแบ่งปันบทสรุปเนื้อหาสำหรับกลยุทธ์พื้นฐานทางการตลาด ที่เรียกว่า ส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) มาแบ่งปันให้เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการและผู้สนใจได้ทำความเข้าใจและเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้นเพื่อประกอบการตัดสินใจในการนำ 4Ps มาใช้ในวางแผนการตลาดนะครับ


 ส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix) หรือ 4Ps คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร

                  ส่วนประสมการตลาด (Marketing Mix)  คือเครื่องมือทางการตลาดที่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการนำมาใช้ในการกำหนดแผนงานธุรกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ทางการตลาดและธุรกิจ ซึ่งเครื่องมือทางการตลาดนี้เรียกว่า 4Ps ประกอบด้วย




1. ผลิตภัณฑ์และบริการ (Product & Service) 

           สินค้าและบริการที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองความต้องการกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นมา เพื่อช่วยแก้ปัญหา อำนวยความสะดวก ฯลฯ  นอกจากผลิตภัณฑ์และบริการแล้วก็ยังมีเรื่องของ คุณภาพของสินค้าบริการ ( Product Quality)  ความหลากหลายของกลุ่มสินค้า (Product Lineขนาดของสินค้า (Sizing)  ตราสินค้าและบริการ (Brand)  บรรจุภัณฑ์หีบห่อ (Packaging)  การรับประกันสินค้าบริการ (Product guarantee)  ก็อยู่ในหมวด P ตัวแรก (Product) นี้ เช่นเดียวกัน  เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องเข้าใจความต้องการกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเพื่อให้สามารถสร้างสินค้าบริการให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ และหาจุดเด่นของสินค้าและบริการและสร้างความแตกต่างจากสินค้าอื่นในท้องตลาดเพื่อสร้างการจดจำให้กับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย

 



2.ราคา (Price) 

          การตั้งราคาสินค้าบริการนั้นทางเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเราตั้งราคาสินค้าเพื่อกำไร หรือการตั้งราคาสินค้าเพื่อให้สามารถแข่งขันกับคู่แข่งขันในตลาด หรือการตั้งราคาเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) การตั้งราคาที่สูงกับสินค้าบริการที่มีความพิเศษเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี เป็นต้น ซึ่งราคาถือเป็นต้นทุนของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจะเปรียบเทียบราคาที่จะจ่ายกับคุณค่าของสินค้านั้น หากคุณค่าของสินค้าสูงกว่าราคาที่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจ่าย ก็จะเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้านั้นๆ ฉะนั้นการตั้งราคาสิ่งที่สำคัญคือเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องคำนึงถึงคุณค่าของสินค้าบริการในสายตาของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ต้นทุนของสินค้าและค่าใช้จ่ายต่างๆ รวมถึงสภาพการแข่งขัน และปัจจัยอื่นๆ เพื่อพิจารณาประกอบการตั้งราคาสินค้าและบริการด้วย




3.สถานที่จัดจำหน่ายและช่องทางการจัดจำหน่าย (Place & Distribution Channel) 


                        สถานที่จัดจำหน่ายสินค้าบริการ มีไว้เพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งมอบสินค้าบริการให้ผู้บริโภค ช่องทางการจำหน่ายโดยทั่วไป เช่น ร้านค้าปลีก ร้านค้าส่งซุปเปอร์มาร์เก็ต , ไฮเปอร์มาร์เก็ต ,การขายตรง ช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านคนกลาง เช่น ตัวแทนจำหน่าย , ศูนย์กระจาสินค้า , คนกลาง เช่น ร้านค้าส่งขนาดใหญ่ ช่องทางการขายผ่านช่องทาง Online เช่น ผ่านช่องทาง website, line@, Facebook, Marketplace ช่องทางการขายผ่านตัวแทนจำหน่ายทาง Online และ Application ต่างๆ เช่น Shopee  ,Lazada , Grab , Linemanwongnai , Gojek เป็นต้น

                รวมถึงในปัจจุบันหลายบริษัทมีการพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่ายที่ผสมผสานทั้ง Online และ Offline เข้าด้วยกันที่เรียกว่า “ Omni Channel เพื่อเพิ่มความสะดวกในการซื้อสินค้าและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้บริโภครวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสต๊อกสินค้าอีกด้วย เช่น ผู้บริโภคสั่งซื้อเสื้อผ้าผ่าน Website และสามารถรับสินค้าที่ Shop สาขาใกล้บ้านได้เลย เป็นต้น สำหรับการเลือกสถานที่จัดจำหน่ายรวมถึงช่องทางการจัดจำหน่ายของสินค้าบริการนั้นเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการต้องมีความเข้าใจในสินค้าบริการของตนเองและพฤติกรรมของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย เพื่อสามารถเลือกรูปแบบสถานที่จัดจำหน่ายและช่องทางการจัดจำหน่ายให้เหมาะสมกับสินค้าบริการและสอดคล้องกับพฤติกรรมการซื้อเพื่ออำนวยความสะดวกในการหาซื้อสินค้าบริการให้กับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายด้วย 




4.การส่งเสริมการตลาด (Promotion 


              หน้าที่หลักของการส่งเสริมการตลาดคือ การสื่อสารให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายรู้จักสินค้าบริการรวมถึงการกระตุ้นและดึงดูดให้เกิดกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าบริการ ซึ่งการส่งเสริมการตลาดก็มีหลากหลายวิธี เช่น การโฆษณาผ่านทาง ทีวี วิทยุ ป้ายโฆษณาต่างๆ  และการสื่อสารผ่านช่องาทาง Online สื่อ โซเชียลมิเดีย หรือ Application ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันเป็นที่นิยมของผู้บริโภคในการรับข้อมูลข่าวสารรวมถึงสื่อสารกันเองในกลุ่ม ถือเป็นสื่อที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายได้โดยง่าย เช่น Facebook Instagram Twitter  Line Tiktok ฯลฯ  การประชาสัมพันธ์เพื่อให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าบริการหรือกิจกรรมต่างๆของบริษัท เป็นการสร้างภาพลักษณ์แก่สินค้าบริการและบริษัทให้มีความน่าสนใจในสายตากลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย รวมถึงการส่งเสริมการขายต่างๆ เช่น การลด แลก แจก แถม การชิงโชคเพื่อลุ้นรับของรางวัล การใช้พนักงานขาย เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าบริการและกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าบริการ เป็นต้น

             อย่างไรก็ดี ทางผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า 4Ps ยังคงสามารถนำมาใช้เป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำหรับการจัดทำแผนการตลาดในปัจจุบันได้  ซึ่งทางเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการหรือผู้สนใจจะต้องทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงรายละเอียดของ 4Ps ในแต่ละตัวเพื่อให้สามารถนำมาใช้จัดวางส่วนประสมทางการตลาดให้เหมาะสมและสอดคล้องกับเป้าหมายทางการตลาดของธุรกิจของเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการได้ตั้งไว้ หากต้องการมุมมองหรือรายละเอียดของมิติอื่นเพิ่มเติม ก็ทำการหาข้อมูลในหัวข้อนั้นๆ เพิ่มเติมจาก 4Ps เช่น ในธุรกิจบริการต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญกับ P -People คือพนักงานในการให้บริการลูกค้า ซึ่งพนักงานจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในสินค้าหรือบริการ และมีศิลปะในการขายที่ดี เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึ่งพอใจและประทับใจในบริการมากที่สุด เป็นต้น แล้วท่านผู้อ่านมีความคิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆ ของเนื้อหา ใน Marketing 101 หรือ ติชม เสนอแนะเพื่อให้ทางผู้เขียนสามารถนำมาปรับปรุงพัฒนาในครั้งถัดๆไป



                                                                            #การตลาด101