วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

" Collaboration Marketing " ร่วมมือกันให้ปังกว่าเดิม

            ในปีที่ผ่านมานี้เราจะเห็นได้ว่ามีหลายบริษัท ได้นำกลยุทธ์ Collaboration Marketing หรือเรียกสั้นๆ ว่าการ Collab  มาใช้ในทางธุรกิจกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันเพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการทำผลิตภัณฑ์ แบบ Limited Edition หรือการออกแคมเปญทางการตลาดเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายระยะสั้นหรือเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า เป็นต้น ซึ่งการทำ Collaboration Marketing นี้นอกจากจะเป็นแคมเปญทางการตลาดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่จับมือกันสร้างสรรค์งานใหม่ๆจนเป็นกระแสความสนใจจากกลุ่มผู้ที่สนใจทั่วไปและกลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ที่ Collab กันทำให้เกิดการขยายฐานของลูกค้าและยังสามารถสร้างยอดขายรวมถึงภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์สินค้าหรือบริการของทั้ง 2 แบรนด์กันอีกด้วย


เข้าใจกลยุทธ์ Collaboration Marketing 

      กลยุทธ์ Collaboration Marketing  คือความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆในตลาดร่วมกันสามารถทำได้ทั้งกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือต่างประเภทอุตสาหกรรมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการร่วมมือกันของทั้ง 2 แบรนด์ต้องมีความชัดเจน  ว่าต้องการทำเพื่ออะไร และอยากให้เกิดอะไร นอกจากนี้พันธมิตรที่จะทำการ Collab ร่วมกันก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจและมีเป้าหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์นั้นจะต้องมีความเข้ากันได้ของแต่ละแบรนด์ด้วย ก็จะทำให้การทำงานร่วมกันของทาง 2 แบรนด์ง่ายยิ่งขึ้นและได้ผลลัพธ์ของมาดีตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้  


Collaboration Marketing ได้ประโยชน์อย่างไร

       1.สร้างการรับรู้ในวงกว้างได้ดี (Brand awareness)

จะเห็นได้ว่าหลายแบรนด์ที่ทำการ Collab กันในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ที่สนใจและลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างกระแสของตลาดและทำให้เกิดกการพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย

 

2.ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น (Customer Extension) 

การ Collab ของทั้ง 2 แบรนด์ ยังเป็นการขยายฐานลูกค้าจากแบรนด์หนึ่งไปอีกแบรนด์ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าระหว่างแบรนด์ และดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีสนใจในการแบรนด์สินค้าบริการที่ Collab กัน ทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ใหญ่ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งยอดขายเช่นกัน


    3.ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยขึ้น (Brand Image)                                 

    การ Collab เป็นการทำให้แบรนด์ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขี้นแบรนด์ไหนที่ที่มีภาพลักษณ์ที่มีมานานต้องการปรับตัวเองให้ดูทันสมัยหรือสร้างความแตกต่าง การ x กับแบรนด์ไหนสักแบรนด์นับว่าเป็นการสร้างความแตกต่างที่มีมาแต่เดิมได้เป็นอย่างดี หรือ ก็คือการทำให้ Brand Image มีการเปลี่ยนไปนั่นเอง


     4. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค (Customer Experience)  

การ Collab นอกจากจะเป็นการสร้างความน่าสนใจและการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างแล้วยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีให้กับผู้บริโภคอีกด้วย  เช่น ได้รูปแบบของสินค้าหรือบริการใหม่ๆ หรือเมนูรสชาติอาหารหรือเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ทำให้ไม่จำเจน่าเบื่อ เป็นต้น 


ตัวอย่างการทำ Collaboration Marketing ที่น่าสนใจ



1.Kbank x Blackpink

เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆ ในตลาดร่วมกันต่างประเภทอุตสาหกรรมกัน แคมเปญของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการขยายฐานจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยการดังเอากลุ่มนักร้อง KPOP ระดับโลกอย่าง Blackpink มาทำการ Collab โดยการออกผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สามารถสรา้งความสนใจให้กับเหล่าแฟนคลับของ Blackpink ได้เป็นอย่างดี โดยแคมเปญนี้ติดยอดกระแสนิยมอันดับหนึ่งใน Twitter ทันทีทีมีการปล่อยออกมา 




2. Moo xNanyang Sneakers รองเท้าผ้าใบนักเรียนสู่สตรีมแฟชั่น

เปนการจับมือร่วมกันข้ามประเภทอุตสาหกรรม โดยแบรนด์ "Moo" เป็นแบรนด์ของดีไซน์เนอร์แนวหน้าของเมืองไทย คุณหมู ASAVA ร่วมมือกับรองเท้าผ้าใบในตำนาน "นันยาง" ในการสร้างโปรเจกต์ Moo x Nanyang Sneakers โดยควมร่วมมือนี้ทำให้ได้เห็นการนำรองเท้านันยางมาปรับโฉม ปรับสีสันให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้นและเป็นการแตกไลน์สินค้าไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากการเป็นรองเท้านักเรียน ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นอีกด้วย 




3. เวเฟอร์ช็อกโกแลตคิทแคท x ไอศกรีมเนสเล่ ที่คอไอศกรีมห้ามพลาดเป็นการจับมือระหว่างแบรนด์ คิทแคท เวเฟอร์ช็อกโกแลตที่หลายๆคนชื่นชอบในรสชาติที่ถูกปากคนทั่วโลกกับไอศกรีมเนสเล่ ซึ่งทางบริษัทเนสเล่ ในประเทศ ออสเตรเลีย ได้เปิดตัวความหอมหวานอันแสนเย็นฉ่ำกับ “คิทแคท ไอศครีม สติ๊ก” ที่นำเอาจุดเด่นความอร่อยทุกอย่างของเวเฟอร์ช็อกโกแลตและไอศกรีมวลิลาจากเนสเล่ ซึ่งให้รสชาติที่หอมอร่อยและความหวานกำลังดีดังกล่าวมารวมไว้ในไอศกรีมแท่ง และได้มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว สร้างกระแสความน่าสนใจได้เป็นอย่างดีสำหรับสาวกคิทแคทและไอศกรีมเนสเล่รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมอีกด้วย

 

           จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ Collaboration Marketing  หากทั้ง 2 แบรนด์ มีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจนรวมถึงการพิจารณาถึงองค์ประกอบของรายละเอียดดังที่กล่าวไปแล้วและมาถูกทางก็จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาฐานลูกค้าเก่า หรือการเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และที่สำคัญยังได้เป็นการช่วยปิดจุดอ่อนโดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายที่มีความถนัดแตกต่างกันมาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กันและกันอีกด้วย ซึ่งการวัดผลของความสำเร็จของกลยุทธ์ Collaboration Marketing นี้ก็สามารถวัดผลได้โดยดูจากกระแสที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภค และยอดขายที่เข้ามาสู่แบรนด์ที่ทำการ Collab นั่นเอง

 

                                                              #การตลาด 101 

 

 ..................................

ติดตามประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือ เสนอแนะ ติชม ได้ที่ 

Facebook https://www.facebook.com/Marketing101th 

Blockdit:https://www.blockdit.com/marketing101 

email : mktg_101@hotmail.com


 

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564

เข้าใจตัวตนลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ด้วย Customer Persona

 

Customer Persona เป็นการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะลูกค้าแบบที่มองลูกค้าเป็นตัวแทนของกลุ่มลูกค้าหลักของเรา โดยการใช้ข้อมูลวิจัยทางการตลาดและการเก็บข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจและ เห็นภาพพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้า เช่น การใช้ชีวิต การตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งข้อมูลการอธิบายลูกค้าด้วย Customer Persona จะมีความลึกซึ้งกว่าการอธิบายลักษณะของลูกค้าเป้าหมายทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

Customer persona มีความสำคัญกับการทำการตลาดอย่างไร ??

         การที่เจ้าของแบรนด์สินค้าสามารถเข้าใจลูกค้าผ่าน Customer Persona นี้จะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น สามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างจุดขายทางการตลาด การกำหนดราคา กำหนดช่องทางการเพื่อการขาย   และการวางแผนการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย

         ซึ่งลักษณะของลูกค้าในแต่ละธุรกิจก็มีความแตกต่างกัน บางธุรกิจมีลักษณะของลูกค้าที่ใกล้เคียงกันหรือไม่แตกต่างกันมาก Customer Persona ก็คือการเก็บข้อมูลคุณลักษณะของลูกค้าที่เป็นตัวแทนของลูกค้าหลักมาวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ แต่บางธุรกิจมีลูกค้าที่หลากหลายกลุ่ม การสร้าง Customer Persona ก็จำเป็นต้องมีมากกว่า 1 ชุดเพื่อให้เห็นภาพคุณลักษณะของลูกค้าหลักในแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้าและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


การสร้าง Customer Persona ทำอย่างไร ??

1. การระดมความคิดของคนในองค์กร 

          เพื่อนำเอาคุณลักษณะของลูกค้าหลักมาอธิบายให้คนในองค์กรเห็นภาพของลูกค้าและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้การกำหนด  Customer persona ในแต่ละธุรกิจก็จะมีลักษณะที่ต่างกัน

 2. การวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของลูกค้า 

          เช่น การเก็บข้อมูลทาง Online หรือ Feedback  จากช่องทาง  Social Media ต่างๆ  หรือระบบ CRM ที่ทางลูกค้าได้มีการมาลงทะเบียนไว้ รวมถึงข้อมูลในช่องทาง Offline เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึกจากลูกค้า ณ จุดขาย มารวบรวมเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นและทำการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนที่จะทำการวิเคราะห์คุณสมบัติในเชิงลึกด้านอื่นๆ ของลูกค้าต่อไป ซึ่งในกระบวนการนี้ข้อมูลที่ได้จากจะมีความละเอียดและน่าเชื่อถือมากกว่าในรูปแบบแรกเพราะเกิดจากการให้มูลของลูกค้าเอง


หลักการ 6 ข้อ ที่ใช้สร้าง Customer Persona 

         เมื่อได้ข้อมูลขั้นต้นทั้งหมดแล้วจึงนำมาสร้าง Platform ของ Customer Persona ในการอธิบายคุณลักษณะของลูกค้าหลักในมิติต่างๆ ซึ่งโดยมากแล้วจะมีประเด็นหลักที่ใช้ในการสร้าง Platform จะมีดังนี้


1. ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของลูกค้า (Customer Profiles)  

          เช่น ชื่อ อายุ เพศ การศึกษา ตำแหน่งงาน รายได้ ที่อยู่  ลักษณะครอบครัว บุคลิกภาพ เป็นต้น


2. ความสนใจของสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (Priority Initiatives) 

          เนื้อหา ประเด็นหลัก ที่อธิบายว่าทำไมคนนี้ถึงสนใจในสินค้าและบริการของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะดึงดูดให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเราได้


3. ปัจจัยหลักที่จะทำให้ลูกค้าซื้อ (Success Factors)  

         ประเด็นหลักที่จะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้าหรือบริการของเราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในเรื่องใด ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


4. อุปสรรคที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ (Perceived Barriers

        เช่น ความกลัวหรือความกังวลใจของลูกค้าต่างๆทีที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ หรือ ข้ออ้างต่างๆ ที่พบบ่อยของลูกค้าในการปฏิเสธ


5. ขั้นตอนการตัดสินใจ (Decision Criteria) 

        ขั้นตอนการตัดสินใจรวมถึงความคาดหวังที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการ เช่น การหาข้อมูลสินค้าหรือบริการจากเพจการที่รีวิวสินค้าบริการจากผู้ใช้จริง การดูสินค้าจริงที่หน้าร้าน กลับมาเปรียบเทียบราคาของสินค้าและให้บริการหลังการขาย หรือถามเพื่อนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

 

6. กระบวนการในทุกจุดสัมผัส ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการซื้อ (Customer Journey)  

        ซึ่งวิธีการซื้อสินค้าหรือบริการ เขาเดินทางมาเจอคุณได้ยังไง ผ่านอะไรบ้าง พบเห็นคุณจากช่องทางไหนบ้าง ในร้านค้าออฟไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น


         นอกจาก 6 ประเด็นดังกล่าวข้างต้นแล้วหากมีประเด็นอื่นๆที่ทางเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องการนำมาเพิ่มเติมเพื่อทำการวิเคราะห์ก็สามารถทำได้  ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและบริการ หากเราสามารถวิเคราะห์ Customer Persona ได้มากประเด็นในแต่ละกลุ่ม ก็จะยิ่งทำให้มีความเข้าใจในส่วนของ Customer Insight ของกลุ่มลูกค้าหลักของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถจะนำไปใช้วางแผนวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 


                                           ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;D 


                                              #การตลาด101 

  



วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สร้างเนื้อหาของสินค้าให้น่าสนใจ ด้วย Brand Storytelling


            ในแต่ละวันผู้บริโภคมีการติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook , Youtube, Twitter , Instagram และอื่นๆ  พบเห็นเนื้อหา (Content) ทั้งบทความ วิดีโอคลิป รูปภาพต่างๆ จำนวนมากมายเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะสามารถจดจำได้หมด  ฉะนั้นเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการต้องให้ความสำคัญกับสร้างเนื้อหา (Content Marketing) ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของสินค้าบริการและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค รวมถึงสร้างความแตกต่างจากสินค้าบริการประเภทเดียวกันในตลาด เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดจดจำแบรนด์สินค้าบริการได้ง่ายและทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าบริการจนเปลี่ยนสถานะมาเป็นลูกค้าในที่สุด

  

           ซึ่ง  Marketing 101  มีบทความเกี่ยวกับหลักการเบื้องต้นในการสร้างเรื่องราวของสินค้าให้ผู้บริโภคเป้าหมายเกิดความสนใจ และนำไปสู่การติดตามแบรนด์สินค้าบริการ ที่เรียกว่าBrand Storytellingเพื่อเป็นเกร็ดความรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำ Brand Storytelling มาแบ่งปันกันนะครับ ;D 


Brand Storytelling คืออะไร

    Brand Storytelling คือรูปแบบ เนื้อหา (Content)  ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการ(Brand Storytelling)   ทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม (Emotional Connection) กับเนื้อหาที่มีเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการนั้นๆและยังทำให้ผู้บริโภคเกิดเชื่อมั่นไว้วางใจและจดจำแบรนด์สินค้าบริการได้ดี รวมถึงทำให้แบรนด์สินค้าบริการมีความชัดเจนและสร้างความแตกต่างจากแบรนด์สินค้าบริการอื่นๆในประเภทเดียวกัน และเนื้อหาที่สื่อสารออกไปนั้นยังก่อให้เกิดคุณค่า (Value) กับแบรนด์สินค้าบริการอีกด้วย


ลักการเบื้องต้นสำหรับการทำ Brand Storytelling


1. ต้องรู้จักแบรนด์สินค้าบริการของตนเอง 

         เราต้องมีความเข้าใจและรู้ว่าแบรนด์สินค้าเราคืออะไร จุดเด่นของสินค้าบริการคืออะไร ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายหรือช่วยผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายแก้ปัญหาได้อย่างไร มีความแตกต่างจากคู่แข่งเจ้าอื่นๆในตลาดอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องทำการสื่อสารไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการจดจำได้และต้องสอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์สินค้าด้วย


 2.นำเสนอในเรื่อง ความเชื่อของแบรนด์สินค้า 

       ต้องพยายามนำเสนอแนวคิด หลักปฎิบัติของแบรนด์ ความเชื่อมั่นของแบรนด์ว่าแบรนด์เรามีความเชื่อมั่นอย่างไร กับสิ่งรอบๆตัว   สื่อสารผ่านเรื่องราวประสบการณ์ที่มีคุณค่าของแบรนด์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงตัวตนของแบรนด์สินค้าบริการของเรา  


3.ต้องเข้าใจเส้นทางปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์ของผู้บริโภคกลุุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบรนด์สินค้าบริการ

        นอกจากเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องรู้จักกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าว่าเค้ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบไหน มีความเชื่อแบบไหน และสิ่งที่เค้าต้องการจากแบรนด์สินค้าบริการคืออะไร  ยังต้องมีความเข้าใจในเส้นทางปฏิสัมพันธ์  (Customer Journey) ตั้งแต่การรับรู้ การค้นหาข้อมูล การตัดสินใจซื้อ รวมถึงการซื้อซ้ำ เพราะจะทำให้เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการสามารถวางแผนการสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์และคุณค่าของแบรนด์ ให้สอดคล้องกับ Customer journey อย่างถูกช่วงเวลาถูกวิธีและชัดเจนเพื่อดึงดูดและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายให้เกิดความสนใจและนำสู่ความประทับใจและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการจนกลายเป็นลูกค้าในที่สุด 


4.สร้างการเชื่อมต่ออารมณ์ความรู้สึกระหว่างแบรนด์กับลูกค้า 

            สิ่งสำคัญในการสร้าง Brand Storytelling คือ การเชื่อมโยง เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการที่เราต้องการจะสื่อสารบอกเล่าไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย กับ สิ่งที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอยากฟังจากเรา  โดยที่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์เกี่ยวกับสิ่งที่เรายึดมั่นและต้องการแบ่งปันประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้เกิดการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกร่วม (Emotional Connection)  และเกิดการคล้อยตามและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าและบริการนั้น เช่น เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการที่ทำให้เกิดภาพของความสุขจากการหัวเราะของคนในครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน หรือเรื่องราวของแบรนด์ที่สร้างจากประสบการณ์การสู้ชีวิตของคนที่มีลักษณะเดียวกันกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าสะเทือนอารมณ์โดยที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายสามารถรับรู้ได้และเกิดอารมณ์และความรู้สึกร่วมและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการนั้นๆ เป็นต้น  


        ทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวมานี้ ถือเป็นหลักการเบื้องต้นในการทำ Brand Storytelling เพื่อทำให้แบรนด์สินค้าบริการ มีเรื่องราวที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงเรื่องราวบอกเล่าของแบรนด์สินค้าบริการไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับแบรนด์สินค้าบริการทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและเกิดการจดจำได้นำไปสู่การติดตามแบรนด์สินค้าบริการในที่สุด นอกจากจะทำให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายกลายเป็นลูกค้าของเราจากการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการแล้วยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าบริการอีกด้วย ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;)


                                             #การตลาด 101


..................................

ติดตามประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือ เสนอแนะ ติชม ได้ที่ 

Facebook https://www.facebook.com/Marketing101th 

Blockdit:https://www.blockdit.com/marketing101 

email : mktg_101@hotmail.com


 

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

4 เคล็ดลับ กระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล


ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส หรือวันสิ้นปี ร่วมถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งช่วงเทศกาลต่างๆนี้ส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าจะนิยมจับจ่ายใช้สอยในการซื้อสินค้าเพื่อเตรียมไว้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ หรือเป็นของขวัญให้กับผู้ใหญ่ และบรรดาห้างร้านก็มักจะนิยมจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ากันมากขึ้นอีกด้วยเมื่อเทียบกับช่วงการขายปกติ ช่วงเทศกาลจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ห้างหรือผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  


การตลาด101 จึงมี 4 เคล็บลับดีๆ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายที่ดูสนุกและมีสีสันในช่วงเทศกาลมาฝากกันดังนี้ครับ ^^


1.ตกแต่งร้านค้าและช่องทางการสื่อสารออนไลน์ให้เข้ากับช่วงเทศกาล

 เช่น บริเวณหน้าร้านค้า ทางเข้าร้านค้า และที่ชั้นวางสินค้าต่างๆ ควรมีการตกแต่งประดับด้วยภาพตามเทศกาลนั้นๆ รวมถึงการช่องทางสื่อสารออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Website Facebook ของทางห้างร้านเองก็ควรออกแบบกราฟฟิกภาพต่างๆ ให้เป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งหากผู้ประกอบการร้านค้ามีการตกแต่งร้านค้าที่ดีก็จะสามารถเพิ่มความน่าสนใจและยังเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาแวะะชมสินค้าหรือสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย 


2. โปรโมชั่นหรือบริการพิเศษ กระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า

ในช่วงเทศกาลนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อเตรียมไว้สำหรับงานเฉลิมฉลอง สังสรรค์กับคนในครอบครัว ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง รวมถึงการหาของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ที่เคารพ ดังนั้นผู้ประกอบการร้านค้า จึงควรมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้า ได้มากขึ้น เช่น ซื้อ 3 ชิ้นถูกกว่า หรือมีบริการพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลนั้นๆ เช่น การห่อบรรจุเป็นของขวัญฟรี หรือเมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท มีบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี เฉพาะวันคริสต์มาสนี้เท่านั้น เป็นต้น


3. มีสินค้าพิเศษเป็นสินค้าแนะนำในช่วงเทศกาล

ในช่วงเทศกาลต่างๆ ทางห้างร้านควรมีสินค้าพิเศษในช่วงเทศกาลหรือเป็นสินค้าที่ขายดี เป็นสินค้าแนะนำของทางห้างร้าน เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาที่ร้านค้าหรือเยี่ยมชม website หากยิ่งเป็นช่วงเทศกาลต่างๆด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น และส่งผลให้ยอดขายของทางห้างร้านสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญอย่างลืมเรื่องของการสต๊อกสินค้านั้นๆไว้ให้เพียงพอต่อการขายด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เสียโอกาสในการขายได้ 


4. พนักงานมีส่วนสำคัญในการให้บริการ 

นอกจาการตกแต่งร้านค้าและการมีโปรโมชั่นพิเศษต่างๆเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าแล้ว พนักงานก็มีส่วนสำคัญในการให้บริการลูกค้าและสรา้งยอดขายในช่วงเทศกาลด้วย เช่น การแต่งกายของพนักงานให้เข้ากับเทศกาล การยิ้มแย้มและกล่าวคำทักทายลูกค้าที่สุภาพ รวมถึงการแนะนำสินค้าหรือโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเทศกาลให้กับลูกค้าก็เป็นถือสิ่งสำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าและเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าอีกด้วย


ทางการตลาด101 จึงขอฝาก 4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลให้กับห้างร้าน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการห้างร้านหรือผู้ที่สนใจ ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;) 


                                          #การตลาด101 


......................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือเสนอแนะ ติชม ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/Marketing101th
Blockdit :https://www.blockdit.com/marketing101
e mail : mktg_101@hotmail.com


วันจันทร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

6 เคล็ดลับดีๆ ที่ทำให้ลูกค้า "หลงรัก" แบรนด์ของคุณ


     ในยุคปัจจุบันนี้เป็นยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ยิ่งในยุคดิจิตัล ทำให้หลายแบรนด์ต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา รวมถึงพฤติกรรมของลูกค้านั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เราต้องมีความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภค (Consumer Insights) มากขึ้น ในการทำการตลาดในยุคนี้จึงควรให้ความสำคัญไปที่การทำอย่างไรให้แบรนด์เป็นที่รักของลูกค้า (Brand Love) และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าให้มากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าคงอยู่กับเราต่อไป

     ทางการตลาด 101 ก็มี 6 เคล็ดลับดีๆ ที่ทำให้ลูกค้าหลงรักแบรนด์ของคุณ(Brand Love) มาแบ่งปันกัน มีอะไรบ้างมาดูกันเลยครับ ;)  


1.ต้องเข้าใจปัญหาของลูกค้า (Consumer pain point)

     เราต้องเข้าใจปัญหาของลูกค้าว่า  ปัญหาของลูกค้าที่ลูกค้าคือเรื่องอะไร ?? ลูกค้าไม่ชอบอะไร?? เช่น การหาซื้อสินค้าไม่ได้ พนักงานบริการไม่ดี  ซึ่งเราต้องจับปัญหาของลูกค้าให้ได้และสินค้าของเราสามารถช่วยลูกค้าแก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าให้กับเค้าได้อย่างไรบ้าง


2.แบรนด์ต้องมีอัตลักษณ์และบุคลิกที่ชัดเจน (Brand Identity & Brand Personality

     ต้องพยายามหาจุดแข็งที่โดดเด่นและสามารถสร้างความแตกต่าง (Different) จากสินค้าอื่นๆ เพื่อสามารถสร้างให้เกิดการจดจำแก่ลูกค้าได้โดยง่ายรวมถึงต้องมีบุคลิกของผลิตภัณฑ์ ( Brand Personality) ที่สอดคล้องและโดนใจกลุ่มเป้าหมายอย่างที่สุด 


3.สร้างความเชื่อมั่นและความมุ่งหวังของแบรนด์ (Brand Purpose)    

     ต้องสร้างความเชื่อมั่นและความมุ่งหวัง (Brand Purpose) และสามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้ใช้สินค้าหรือแบรนด์นั้นๆ โดยการส่งมอบประโยชน์และคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีของสินค้าหรือบริการทั้งต่อตัวลูกค้าเองเป็นการเชื่อมต่อด้านอารมณ์ความรู้สึกระหว่างแบรนด์กับลูกค้า และนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นกับกลุ่มลูกค้า


4.การสื่อสารและความต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ (Brand Communication) 

     การสื่อสารทางการตลาดต้องมีเนื้อหาที่จะสื่อสารที่ชัดเจน รวมถึงต้องเข้าใจเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า (Customer journey) และการเลือกรูปแบบของสื่อ (Platform)ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ความต่อเนื่องของการสื่อสารต้องเป็นการสื่อสารที่เป็นเรื่องเดียวกันและสร้างให้เกิดการพบเห็นสม่ำเสมอ


5.รับฟังและตอบสนองความคิดเห็นของลูกค้าสม่ำเสมอ (Consumer Feedback) 

     "ลูกค้า ” คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ การได้รับฟังเสียงของลูกค้าและตอบสนองความคิดเห็นของลูกค้าโดยเร็วและสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ควรทำ เพราะนั่นคือการทำให้ลูกค้าเกิดความพึ่งพอใจและเป็นการสร้างความเชื่อใจกับลูกค้าจนเกิดเป็นความรักในแบรนด์ได้


6.มีการประเมินผลและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Evaluating and Developing  Performance)

     ควรมีการวัดผลของกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่องและแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากสุดและทำให้เกิดความพอใจจนเกิดเป็นความรักในแบรนด์ในที่สุด


     สุดท้ายนี้การจะทำให้แบรนด์เป็นที่รักของลูกค้าได้นั้น ต้องมั่นใจว่าสินค้าบริการของเราต้องมีคุณภาพที่ดีและสร้างความแตกต่างจากสินค้าหรือบริการอื่นๆในตลาดได้ เมื่อสินค้ามีคุณภาพที่ดีแล้วผู้ใช้ได้ทดลองใช้ก็จะทำให้เกิดการซื้อซ้ำและเกิดการบอกต่อเพราะหากสินค้าหรือบริการของเรายังไม่ดี ยังไม่มีคุณภาพในเกณฑ์ที่ลูกค้ายอมรับได้นั้น ก็ยากที่จะทำให้แบรนด์หรือสินค้าบริการเป็นที่รักของลูกค้าได้

                                               

                                                           #การตลาด101 


...................................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือเสนอแนะ ติชม ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/Marketing101th
e mail : mktg_101@hotmail.com


วันพุธที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

เมื่อรู้สึก "หมดไฟในการทำงาน" ( Burnout Syndrome) จะทำอย่างไรดี?

ในการทำงาน แน่นอนว่าในบางครั้ง เมื่อเราทำงานเดิมๆ ซ้ำ ๆ จนเกิดความรู้สึกเคยชิน ก็อาจจะทำให้เกิดความรู้สึก  “เบื่องาน” หรือ “หมดไฟ” ได้

  อาการหมดไฟในการทำงาน" (Burnout Syndrome) มักเกิดขึ้นเมื่อเราทำงานอย่างหนักอย่างต่อเนื่อง ไม่ได้พักเป็นเวลานานๆ เป็นอาการที่เราไม่อยากทำอะไร ไม่มีแรงดึงดูด หรือแรงจูงใจ หากเกิดอาการเช่นนี้บ่อยๆ อาจส่งผลเสียต่อการทำงาน รวมถึงสุขภาพกายสุขภาพจิตของเราอีกด้วย ซึ่งวันนี้การตลาด101 มี 7 วิธีดีๆสำหรับการรับมือภาวะหมดไฟในการทำงานมาแบ่งปันทุกคน มีอะไรบ้างดูกันเลยครับ :)


1.ปล่อยว่างจากงานสักพัก ลองทำกิจกรรมที่ชอบสักนิด

  ลองพักเบรคจากงานที่ทำสักพัก แล้วไปทำกิจกรรมที่ชอบสักนิด เช่น อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น แล้วค่อยกลับไปเริ่มทำงานใหม่ จะช่วยให้เรามีแรงต่อสู้กับเรื่องงานและอื่นๆ ในชีวิตต่อไป


2. ลองเปลี่ยนสภาพแวดล้อมในการทำงานบ้าง  

  การอยู่ในสภาพแวดล้อมการทำงานแบบเดิมๆ ที่เดิมๆ อาจทำให้เราคิดอะไรไม่ออก ให้ลองปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ในการทำงานให้กับตัวเองบ้าง เช่น ไปนั่งทำงานที่ร้านกาแฟ หรือสถานที่ใหม่ๆดูบ้าง ก็จะทำให้รู้สึกดีขึ้นได้



3. พบปะเพื่อนฝูง พูดคุย บอกเล่ากับคนสนิทฟัง

  การได้พบปะเพื่อนๆ ได้มีการระบายหรือบอกเล่าปัญหาให้คนที่เราสนิท ก็จะช่วยให้จิตใจของเรารู้สึกผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น ซึ่งเราอาจจะได้ทางออกจากมุมมองหรือข้อแนะนำจากคนที่เราสนิทอีกด้วย


4.รับประทานอาหารที่ชื่นชอบและพักผ่อนให้เพียงพอ

  หากช่วงที่เรารู้สึกหมดไฟ เบื่อๆ ร่างกายของคุณอาจจะเข้าสู่โหมดอยากพัก ซึ่งก็อาจจะทำให้จิตใจของเราไม่แข็งแรงไปด้วย ฉะนั้นการเลือกรับประทานอาหารที่ตนเองชื่นชอบ ก็จะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายและสบายใจมากขึ้น แต่ก็ควรเป็นอาหารมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วยนะ และควรพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง ก็จะส่งผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจอีกด้วย


5. ออกกำลังกายกันเถอะ

  การออกกำลังกาย นอกจากจะช่วยให้ร่างกายได้บริหารแล้ว สามารถช่วยบรรเทาความเครียดได้ รวมถึงถึงขั้นช่วยบรรเทาโรคซึมเศร้าได้เลยด้วย  สุดท้ายยังช่วยให้เรานอนหลับได้ดีขึ้น มีแรงเติมไฟสู้กับวันใหม่ต่อไป


6. เช็คลิสของตัวเราเองอย่าสม่ำสมอ

  ช่วงที่เรารู้สึก หมดไฟ“ เบื่อๆ ไม่อยากทำอะไร ไม่อยากรับรู้เรื่องงาน และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เราควรมีเช็คลิสให้ตัวเอง คอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอว่าเราอยู่จุดไหนแล้วเป้าหมายของเราคืออะไร เพื่อเตือนตัวเองและถือเป็นกำลังใจกับตัวเอง และทำให้เรากลับมาสู่การเริ่มต้นที่จะสู้ใหม่โดยมีจุดหมายไม่ไร้ทิศทาง


7.เปิดโลกให้ตัวเอง ออกไปเจอสถานที่ใหม่ ๆ เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

  การหาโอกาสให้ตัวเองได้ไปท่องเที่ยวในสถานที่ใหม่ๆ ที่เราเองไม่เคยไป หรือไปสัมผัสธรรมชาติดูบ้าง ก็จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้  หรืออาจจะลองเริ่มต้นอะไรใหม่ๆ เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ก็ช่วยให้เราได้ผ่อนคลายคลาย เพราะเราเริ่มใหม่จากศูนย์ด้วยความกระหายพร้อมจะเรียนรู้ ไม่กดดันตัวเอง หรือคาดหวังต่อตัวเองมากเกินไป แล้วยังอาจทำให้เราได้เจอสิ่งที่ชอบใหม่ๆ เป็นอีกหนึ่งการค้นพบตัวเองมากขึ้นเช่นกัน

 

  ลองสำรวจความรู้สึกของตัวเอง และแก้ไขปัญหาด้วยวิธีเบื้องต้นดังกล่าว อาจช่วยให้เราสบายใจขึ้นและมีแรงกลับมาสู้ใหม่นะครับ

 


                                                                                   #การตลาด101


...................................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจได้ที่

🌎 Facebook: https://www.facebook.com/Marketing101th