วันอาทิตย์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Data Driven Marketing กุญแจสำคัญสำหรับการทำตลาดในยุคนี้

 


         ในยุคที่เทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคเป็นอย่างมากและทำให้พฤติกรรมและไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความต้องการสินค้าหรือบริการเฉพาะบุคคลมากขึ้น ยุคที่ลูกค้ามีทางเลือกในการรับสื่อได้หลากช่องทางตามความต้องการและมีรูปแบบสื่อที่พบเห็นเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน ซึ่งนักการตลาดจำเป็นต้องอาศัย ข้อมูล (Data) ในการนำมาใช้ในการทำกาตลาดยุคใหม่ เพื่อให้เข้าถึงความต้องการและโดนใจลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น  Data Driven Marketing  จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำการตลาดตลาดที่หลายธุรกิจกำลังนำมาใช้กันอย่างมาก เพื่อวางกลยุทธ์และให้เกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ


Data Driven Marketing คืออะไร

        Data Driven Marketing คือการทำการตลาดด้วยการขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data) ที่เราเก็บได้จากกลุ่มลูกค้าที่มีต่อสินค้าหรือบริการในช่องทางต่างๆ แล้วนำมาวิเคราะห์ (Data Analytics) เพื่อหา Insight เช่น พฤติกรรม การมีส่วนร่วม ความชอบ แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการซื้อหรือใช้บริการ เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในการวางกลยุทธ์หรือการทำกิจกรรมทางการตลาด การพัฒนาสินค้าใหม่หรือบริการใหม่ การทำแคมเปญโฆษณา ให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น และนำไปสู่เป้าหมายทั้งยอดขายและกำไรทางธุรกิจทางธุรกิจที่วางไว้


Data – Driven Marketing ส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร


1.ทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละกลุ่มได้มากยิ่งขึ้น

        ข้อมูลที่ได้มาหากนำมาวิเคราะห์ก็จะสามารถทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้ในเชิงลึกว่า ลูกค้ามีความต้องการอะไร มีพฤติกรรมต่อการเลือกซื้อหรือใช้บริการอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลต่างๆมาต่อยอดในพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ได้ตรงใจลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจงได้มากยิ่งขึ้น (Personalization)  รวมถึงการสร้างคอนเทนต์ในการโปรโมทสินค้าและบริการ การเลือกช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมและสอดคล้องกับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มคน และช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคกลุ่มป้าหมายที่จะกลายมาเป็นลูกค้าในอนาคต รวมทั้งการทำให้ลูกค้าปัจจุบันกลายเป็นลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Customer Loyalty)ได้อีกด้วย



2. สามารถนำมาใช้ในกรวางกลยุทธ์ได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น

        นอกจากการทำให้เราเข้าใจ Insight ของลูกค้าและกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นแล้ว หากนักการตลาดสามารถวิเคราะห์ และวัดผลลัพธ์จาก Data ได้เป็นจำนวนมาก ก็จะยิ่งทำให้เราวางแผนตัดสินใจในการทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เร็วยิ่งขึ้น เช่น การใช้กลยุทธ์การตลาดของธุรกิจที่มีกลุ่มลูกค้าที่ต่างกันในแต่ละภูมิภาค หรือพฤติกรรมการซื้อสินค้าในแต่ละช่องทางการจัดจำหน่ายที่แตกต่างกันอาจจะจัดทำขนาดบรรจุภัณฑ์ของสินค้าที่มีความแตกต่างกันตามความต้องการใช้งานของลูกค้าในช่องทางนั้นๆ และจัดทำสื่อโฆษณาที่ใช้ไม่เหมือนกันในแต่ละภูมิภาคเพื่อให้เกิดการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าในแบบเฉพาะเจาะจงได้แม่นยำขึ้น ซึ่งก็จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้ธุรกิจของคุณ จากการนำ Data มาใช้ในการวางกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อสร้างสินค้าและบริการที่เหนือกว่า เป็นต้น   


3 ช่วยพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ได้ตรงใจลูกค้ามากขึ้น  

         การพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือบริการเป็นสิ่งที่สามารถช่วยเพิ่มยอดขายให้กับธุรกิจของเราได้ เพราะฉะนั้น การใช้ Data มาวิเคราะห์จะช่วยทำให้เรารู้ Feedback ของลูกค้าจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว และประหยัดเวลา ซึ่งก็จะช่วยให้เราสามารถนำมาวางแผนในการออกแบบผลิตภัณฑ์หรือบริการได้ตรงใจกับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น  เช่น สมมติว่าเรามีธุรกิจขายกระเป๋าออนไลน์  นอกจากข้อมูลลูกค้าที่สนใจกระเป๋าของเราแล้ว เรายังสามารถเก็บข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบ สีสัน ของกระเป๋าที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มที่เข้ามาเยี่ยมชมสินค้า  ได้และสามารถคาดการณ์ถึงรูปแบบ สีสัน ของกระเป๋าที่ลูกค้าแต่ละกลุ่มต้องการ รวมถึงการรับฟังข้อคิดเห็นของลูกค้า มีสิ่งไหนที่ลูกค้ายังอยากให้เราปรับปรุงเพิ่มเติม ก็การสามารถนำมาพิจารณาเพื่อใช้ในการวางแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆของธุรกิจในอนาคต รวมถึงการนำมาพัฒนาเรื่องคอนเทนต์และรูปแบบของสื่อโฆษณาเฉพาะกลุ่มเป้าหมายได้อีกด้วย


 4.รักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกค้า  

         เนื่องจากลูกค้ายุคดิจิทัล จะมีพฤติกรรมค้นหาสิ่งใหม่ ๆ อยู่เสมอ ไม่ได้ยึดติดในแบรนด์  แต่จะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการที่สามารถตอบสนองตนเองได้ดี  ดังนั้นการทำการตลาดจำเป็นต้องอาศัย Data ในการวางกลยุทธ์เพื่อดูแลลูกค้าเป้าหมายให้กลายเป็นลูกค้าประจำ ด้วยการวิเคราะห์ Insight ของลูกค้าจากช่องทางต่างๆ เพื่อตรวจสอบว่า โฆษณา และเนื้อหาแบบแบบไหนตรงใจสำหรับลูกค้า รวมทั้งการจัดทำสื่อต่างๆ และการติดต่อลูกค้า เช่น Email Marketing และรับการ Feedback จากลูกค้า ผ่านหน่วยงาน Customer Service ที่รับปัญหาและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าก็เป็นการช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้กับลูกค้าอีกด้วย จะเห็นได้ว่าการนำ  Data ที่ผ่านการวิเคราะห์มาใช้งานจะช่วยให้เราสามารถดูแลลูกค้าได้ตรงจุดมากขึ้น


                                       #การตลาด101 

 

 

 


วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2564

Influencer Marketing เลือกให้โดนและทำให้ปังได้อย่างไร

 

      

      ในปัจจุบันนี้ หลายธุรกิจต่างมีการแข่งขันที่สูงและผู้บริโภคเองก็มีพฤติกรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น การสื่อสารรวมถึงการติดตามข่าวสารต่างๆ ส่วนใหญ่จะผ่านทาง Social Media มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram ,YouTube ,Twitter,  Line เป็นต้น  จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เจ้าของแบรนด์และนักการตลาดจำเป็นต้องหาวิธีการต่างๆในการทำให้สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักและทำให้ผู้บริโภคเกิดการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นๆให้ได้มากที่สุด  Influencer Marketing จึงได้เข้ามามีบทบาทในการทำการตลาดในยุคนี้เป็นอย่างมาก

      Marketing 101 จึงพามาผู้อ่านมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Influencer Marketing และหลักการพิจารณาเลือกบุลคลหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดให้กับผู้อื่น (Influencer) อย่างไรให้โดนและทำให้ปังได้อย่างไรกันนะครับ


            


Influencer Marketing คืออะไร

      Influencer Marketing หรือ การตลาดแบบใช้บุคคลผู้มีอิทธิพลที่สามารถสร้างแรงจูงใจหรืออิทธิพลทางความคิดให้กับผู้อื่นได้  ซึ่งในปัจจุบันได้มีการใช้ Influencer Marketing กันเป็นอย่างมากในการนำเสนอสินค้าหรือบริการผ่านการนำเสนอเนื้อหาในรูปแบบของการรีวิวการใช้  ภาพสินค้าบริการ หรือ VDO Clip ตามสไตล์ของ Influencer ในแง่มุมต่างๆผ่านช่องทางออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook , YouTube , Instagram , Twitter , Tiktok ซึ่งคนเหล่านี้จะมีผู้ติดตามเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าฐานแฟนคลับ ที่คอยสนับสนุน (ดูได้จากความนิยมของจำนวนผู้ติดตามของ Influencer) ทำให้เวลาที่ Influencer โปรโมทสินค้าหรือบริการต่างๆ ก็จะทำให้แบรนด์สินค้าหรือบริการเกิดการจดจำได้อย่างรวดเร็วและกลุ่มแฟนคลับก็มีแนวโน้มจะตัดสินใจซื้อสินค้าหรือบริการของเรามากขึ้น





6 หลักการพิจารณา Influencer ให้โดนและทำให้ปัง

1.กำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจน

         ควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของการใช้ Influencer ให้ชัดเจน ว่าเราต้องการนำเสนอสินค้าหรือบริการการกับใคร ต้องการให้สินค้าบริการของเรานั้นตอบโจทย์ลูกค้าในเรื่องใด รูปแบบการนำเสนอควรเป็นแบบใด เช่น ต้องการสร้างให้เกิดการรับรู้ (Awareness) ในวงกว้าง หรือต้องการนำเสนอเนื้อหา ของสินค้าหรือบริการที่มีความเข้มข้นในรายละเอียดเพื่อสร้างลูกค้าเกิดความมั่นใจ เป็นต้น เมื่อเรามีการกำหนดวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว จึงพิจารณา Influencer ที่เหมาะสมและมีอิทธิพลต่อกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ


2.ภาพลักษณ์ของ Influencer

          ควรพิจารณาเลือก Influencer ที่มีความน่าเชื่อถือ ไม่มีข่าวด้านลบ และมีบุคลิกที่สอดคล้องเข้ากันได้กับภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าหรือบริการของธุรกิจ ก็จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูน่าไว้วางใจ ไม่มี Comment เชิงลบจากลูกค้าตามมาภายหลัง


3.ผลงานของ Influencer ที่ผ่านมา

            เพื่อดูว่า Influencer ที่กำลังพิจารณาเลือก มีแนวทางในการทำงานสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสินค้าหรือบริการที่ตั้งไว้หรือไม่ รูปแบบของเนื้อหาของผลงานของ Influencer ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ติดตามมากน้อยเพียงใด การนำเสนอสินค้าหรือบริการนั้นมีความชัดเจนสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการหรือไม่ เป็นต้น ก็จะสามารถช่วยทำให้การพิจารณาเลือก Influencer ที่มีความเหมาะสมกับงานได้ดียิ่งขึ้น


4.จำนวนผู้ติดตามของ Influencer ในแต่ละช่องทาง

         Influencer นั้นจะมีช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook , Instagram หรือ YouTube ก็ตาม ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์ม ก็อาจจะไม่ได้มียอดผู้ติดตามสูงเสมอไป บางคนยอดผู้ติดตามใน Instagram สูง บางคนยอดผู้ติดตามใน YouTube สูง หรือบางคนมียอดใน Facebook สูง ดังนั้นจึงควรเลือก Influencer ที่มีความเหมาะสมกับสินค้าและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายทั้งไว้  และไม่ควรพิจารณา Influencer จากยอดผู้ติดตามสูงเพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาจากยอดแชร์หรือการถูกพูดถึง ยอด Reach กับ Engagement การมีส่วนรวมของผู้ติดตาม จึงเป็นสิ่งที่ควรนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการพิจาณาเลือก Influencer ด้วย


5. รูปแบบและวิธีการนำเสนอของ Influencer  

         Influencer แต่ละคนนั้นมีความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน เราจึงต้องพิจารณาความเชี่ยวชาญของ Influencer รวมถึงรูปแบบของเนื้อหาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และภาพลักษณ์ของแบรนด์สินค้าบริการที่ต้องการ เช่น คนนี้มีวิธีการเล่าเรื่องที่เก่ง คนนี้มีการถ่ายภาพที่สวย คนนี้เป็นผู้นำเทรนด์ด้านแฟชั่น คนนี้ทันสมัยติดตามข่าวสารได้ไว เป็นต้น และหากเราเลือก Influencer ที่ต้องการได้แล้ว ควรให้ Influencer ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางนั้นๆ นำเสนองานตามสไตล์ ภายใต้วัตถุประสงค์ที่เราต้องการและแจ้งข้อหลีกเลี่ยงต่างๆ ว่ามีเรื่องอะไรบ้าง เพื่อให้ Influencer สารถนำเสนองานได้อย่างเต็มที่เพื่อเกิดการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดี


6. งบประมาณที่เหมาะสม

        การพิจารณาเลือก Influencer ซึ่งบางคนมีผู้ติดตามมาก จึงทำให้มีค่าใช้จ่ายที่สูงตามไปด้วย และไม่ได้การันตีผลลัพธ์ว่าจะทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายจะมาซื้อสินค้าหรือบริการของเรามากขึ้น ฉะนั้นควรคัดเลือก Influencer และกำหนดงบประมาณที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่วางไว้ ไม่มากจนเกินไป ให้อยู่ในกรอบที่ไว้เพื่อดูผลลัพธ์และหากได้ผลลัพธ์ไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ก็ให้พิจารณาปรับปรุงแผนงานเพิ่มเติมได้ในภายหลัง

 

        ซึ่งการใช้ Influencer Marketing ให้ได้ประสิทธิภาพนั้น นอกจาก 6 หลักการพิจาณา Influencer ข้างต้นแล้ว หากเราวางกลยุทธ์ในการใช้ Influencer ให้ ถูกคน ถูกที่ และถูกเวลา ก็จะช่วยทำให้แบรนด์สินค้าหรือบริการเป็นที่รู้จักได้มากขึ้นและสามารถสร้างให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของคุณเกิดการตัดสินใจซื้อได้ในที่สุด ลองนำไปใช้กันดูนะครับ:D


                                                                   การตลาด101 

 

                                       


วันพฤหัสบดีที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

" Collaboration Marketing " ร่วมมือกันให้ปังกว่าเดิม

            ในปีที่ผ่านมานี้เราจะเห็นได้ว่ามีหลายบริษัท ได้นำกลยุทธ์ Collaboration Marketing หรือเรียกสั้นๆ ว่าการ Collab  มาใช้ในทางธุรกิจกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกันเพื่อออกผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือการทำผลิตภัณฑ์ แบบ Limited Edition หรือการออกแคมเปญทางการตลาดเฉพาะช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายระยะสั้นหรือเพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้า เป็นต้น ซึ่งการทำ Collaboration Marketing นี้นอกจากจะเป็นแคมเปญทางการตลาดที่เกี่ยวกับสินค้าหรือบริการที่จับมือกันสร้างสรรค์งานใหม่ๆจนเป็นกระแสความสนใจจากกลุ่มผู้ที่สนใจทั่วไปและกลุ่มลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ที่ Collab กันทำให้เกิดการขยายฐานของลูกค้าและยังสามารถสร้างยอดขายรวมถึงภาพลักษณ์ใหม่ให้กับแบรนด์สินค้าหรือบริการของทั้ง 2 แบรนด์กันอีกด้วย


เข้าใจกลยุทธ์ Collaboration Marketing 

      กลยุทธ์ Collaboration Marketing  คือความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆในตลาดร่วมกันสามารถทำได้ทั้งกับธุรกิจในอุตสาหกรรมเดียวกัน หรือต่างประเภทอุตสาหกรรมกันก็ได้ ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการร่วมมือกันของทั้ง 2 แบรนด์ต้องมีความชัดเจน  ว่าต้องการทำเพื่ออะไร และอยากให้เกิดอะไร นอกจากนี้พันธมิตรที่จะทำการ Collab ร่วมกันก็มีส่วนสำคัญเช่นกัน ซึ่งจะต้องมีความเข้าใจและมีเป้าหมายที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงกลุ่มเป้าหมายของแต่ละแบรนด์นั้นจะต้องมีความเข้ากันได้ของแต่ละแบรนด์ด้วย ก็จะทำให้การทำงานร่วมกันของทาง 2 แบรนด์ง่ายยิ่งขึ้นและได้ผลลัพธ์ของมาดีตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้  


Collaboration Marketing ได้ประโยชน์อย่างไร

       1.สร้างการรับรู้ในวงกว้างได้ดี (Brand awareness)

จะเห็นได้ว่าหลายแบรนด์ที่ทำการ Collab กันในช่วงปีที่ผ่านมานี้ ได้รับการตอบรับจากกลุ่มผู้ที่สนใจและลูกค้าของทั้ง 2 แบรนด์ได้เป็นอย่างดี และสามารถสร้างกระแสของตลาดและทำให้เกิดกการพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นอีกด้วย

 

2.ขยายฐานลูกค้าได้กว้างขึ้น (Customer Extension) 

การ Collab ของทั้ง 2 แบรนด์ ยังเป็นการขยายฐานลูกค้าจากแบรนด์หนึ่งไปอีกแบรนด์ หรือเป็นการแลกเปลี่ยนกลุ่มลูกค้าระหว่างแบรนด์ และดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีสนใจในการแบรนด์สินค้าบริการที่ Collab กัน ทำให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายและขยายฐานกลุ่มลูกค้าใหม่ได้ใหญ่ขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าจะนำมาซึ่งยอดขายเช่นกัน


    3.ทำให้แบรนด์ดูทันสมัยขึ้น (Brand Image)                                 

    การ Collab เป็นการทำให้แบรนด์ปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขี้นแบรนด์ไหนที่ที่มีภาพลักษณ์ที่มีมานานต้องการปรับตัวเองให้ดูทันสมัยหรือสร้างความแตกต่าง การ x กับแบรนด์ไหนสักแบรนด์นับว่าเป็นการสร้างความแตกต่างที่มีมาแต่เดิมได้เป็นอย่างดี หรือ ก็คือการทำให้ Brand Image มีการเปลี่ยนไปนั่นเอง


     4. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค (Customer Experience)  

การ Collab นอกจากจะเป็นการสร้างความน่าสนใจและการขยายกลุ่มลูกค้าในวงกว้างแล้วยังเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ดีให้กับผู้บริโภคอีกด้วย  เช่น ได้รูปแบบของสินค้าหรือบริการใหม่ๆ หรือเมนูรสชาติอาหารหรือเครื่องดื่มใหม่ๆ ที่ทำให้ไม่จำเจน่าเบื่อ เป็นต้น 


ตัวอย่างการทำ Collaboration Marketing ที่น่าสนใจ



1.Kbank x Blackpink

เป็นความร่วมมือกันระหว่าง 2 แบรนด์ที่สร้างสรรค์งานใหม่ๆ ในตลาดร่วมกันต่างประเภทอุตสาหกรรมกัน แคมเปญของธนาคารกสิกรไทยที่ต้องการขยายฐานจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยการดังเอากลุ่มนักร้อง KPOP ระดับโลกอย่าง Blackpink มาทำการ Collab โดยการออกผลิตภัณฑ์บัตรเดบิต สามารถสรา้งความสนใจให้กับเหล่าแฟนคลับของ Blackpink ได้เป็นอย่างดี โดยแคมเปญนี้ติดยอดกระแสนิยมอันดับหนึ่งใน Twitter ทันทีทีมีการปล่อยออกมา 




2. Moo xNanyang Sneakers รองเท้าผ้าใบนักเรียนสู่สตรีมแฟชั่น

เปนการจับมือร่วมกันข้ามประเภทอุตสาหกรรม โดยแบรนด์ "Moo" เป็นแบรนด์ของดีไซน์เนอร์แนวหน้าของเมืองไทย คุณหมู ASAVA ร่วมมือกับรองเท้าผ้าใบในตำนาน "นันยาง" ในการสร้างโปรเจกต์ Moo x Nanyang Sneakers โดยควมร่วมมือนี้ทำให้ได้เห็นการนำรองเท้านันยางมาปรับโฉม ปรับสีสันให้ดูมีความทันสมัยมากขึ้นและเป็นการแตกไลน์สินค้าไลฟ์สไตล์นอกเหนือจากการเป็นรองเท้านักเรียน ให้เข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้นอีกด้วย 




3. เวเฟอร์ช็อกโกแลตคิทแคท x ไอศกรีมเนสเล่ ที่คอไอศกรีมห้ามพลาดเป็นการจับมือระหว่างแบรนด์ คิทแคท เวเฟอร์ช็อกโกแลตที่หลายๆคนชื่นชอบในรสชาติที่ถูกปากคนทั่วโลกกับไอศกรีมเนสเล่ ซึ่งทางบริษัทเนสเล่ ในประเทศ ออสเตรเลีย ได้เปิดตัวความหอมหวานอันแสนเย็นฉ่ำกับ “คิทแคท ไอศครีม สติ๊ก” ที่นำเอาจุดเด่นความอร่อยทุกอย่างของเวเฟอร์ช็อกโกแลตและไอศกรีมวลิลาจากเนสเล่ ซึ่งให้รสชาติที่หอมอร่อยและความหวานกำลังดีดังกล่าวมารวมไว้ในไอศกรีมแท่ง และได้มีการวางจำหน่ายในประเทศไทยแล้ว สร้างกระแสความน่าสนใจได้เป็นอย่างดีสำหรับสาวกคิทแคทและไอศกรีมเนสเล่รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบไอศกรีมอีกด้วย

 

           จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ Collaboration Marketing  หากทั้ง 2 แบรนด์ มีเป้าหมายร่วมกันที่ชัดเจนรวมถึงการพิจารณาถึงองค์ประกอบของรายละเอียดดังที่กล่าวไปแล้วและมาถูกทางก็จะกลายเป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังและมีประสิทธิภาพไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรักษาฐานลูกค้าเก่า หรือการเพิ่มกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และที่สำคัญยังได้เป็นการช่วยปิดจุดอ่อนโดยใช้จุดแข็งของแต่ละฝ่ายที่มีความถนัดแตกต่างกันมาเสริมสร้างความแข็งแรงให้กันและกันอีกด้วย ซึ่งการวัดผลของความสำเร็จของกลยุทธ์ Collaboration Marketing นี้ก็สามารถวัดผลได้โดยดูจากกระแสที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภค และยอดขายที่เข้ามาสู่แบรนด์ที่ทำการ Collab นั่นเอง

 

                                                              #การตลาด 101 

 

 ..................................

ติดตามประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือ เสนอแนะ ติชม ได้ที่ 

Facebook https://www.facebook.com/Marketing101th 

Blockdit:https://www.blockdit.com/marketing101 

email : mktg_101@hotmail.com


 

วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2564

เข้าใจตัวตนลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ด้วย Customer Persona

 

Customer Persona เป็นการวิเคราะห์และอธิบายลักษณะลูกค้าแบบที่มองลูกค้าเป็นตัวแทนของกลุ่มลูกค้าหลักของเรา โดยการใช้ข้อมูลวิจัยทางการตลาดและการเก็บข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจและ เห็นภาพพฤติกรรมต่างๆ ของลูกค้า เช่น การใช้ชีวิต การตัดสินใจซื้อสินค้า ซึ่งข้อมูลการอธิบายลูกค้าด้วย Customer Persona จะมีความลึกซึ้งกว่าการอธิบายลักษณะของลูกค้าเป้าหมายทั่วไปที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

Customer persona มีความสำคัญกับการทำการตลาดอย่างไร ??

         การที่เจ้าของแบรนด์สินค้าสามารถเข้าใจลูกค้าผ่าน Customer Persona นี้จะช่วยให้สามารถตอบโจทย์ของลูกค้าในด้านต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น สามารถวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้ง่ายขึ้น ทั้งด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ การสร้างจุดขายทางการตลาด การกำหนดราคา กำหนดช่องทางการเพื่อการขาย   และการวางแผนการสื่อสารเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นอีกด้วย

         ซึ่งลักษณะของลูกค้าในแต่ละธุรกิจก็มีความแตกต่างกัน บางธุรกิจมีลักษณะของลูกค้าที่ใกล้เคียงกันหรือไม่แตกต่างกันมาก Customer Persona ก็คือการเก็บข้อมูลคุณลักษณะของลูกค้าที่เป็นตัวแทนของลูกค้าหลักมาวิเคราะห์ในแง่มุมต่างๆ แต่บางธุรกิจมีลูกค้าที่หลากหลายกลุ่ม การสร้าง Customer Persona ก็จำเป็นต้องมีมากกว่า 1 ชุดเพื่อให้เห็นภาพคุณลักษณะของลูกค้าหลักในแต่ละกลุ่มที่มีความแตกต่างกันเพื่อให้เกิดความเข้าใจในพฤติกรรมของลูกค้าและเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น


การสร้าง Customer Persona ทำอย่างไร ??

1. การระดมความคิดของคนในองค์กร 

          เพื่อนำเอาคุณลักษณะของลูกค้าหลักมาอธิบายให้คนในองค์กรเห็นภาพของลูกค้าและเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้การกำหนด  Customer persona ในแต่ละธุรกิจก็จะมีลักษณะที่ต่างกัน

 2. การวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของลูกค้า 

          เช่น การเก็บข้อมูลทาง Online หรือ Feedback  จากช่องทาง  Social Media ต่างๆ  หรือระบบ CRM ที่ทางลูกค้าได้มีการมาลงทะเบียนไว้ รวมถึงข้อมูลในช่องทาง Offline เช่น การสัมภาษณ์เชิงลึกจากลูกค้า ณ จุดขาย มารวบรวมเป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นและทำการแบ่งกลุ่มลูกค้าตามคุณสมบัติเบื้องต้นก่อนที่จะทำการวิเคราะห์คุณสมบัติในเชิงลึกด้านอื่นๆ ของลูกค้าต่อไป ซึ่งในกระบวนการนี้ข้อมูลที่ได้จากจะมีความละเอียดและน่าเชื่อถือมากกว่าในรูปแบบแรกเพราะเกิดจากการให้มูลของลูกค้าเอง


หลักการ 6 ข้อ ที่ใช้สร้าง Customer Persona 

         เมื่อได้ข้อมูลขั้นต้นทั้งหมดแล้วจึงนำมาสร้าง Platform ของ Customer Persona ในการอธิบายคุณลักษณะของลูกค้าหลักในมิติต่างๆ ซึ่งโดยมากแล้วจะมีประเด็นหลักที่ใช้ในการสร้าง Platform จะมีดังนี้


1. ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของลูกค้า (Customer Profiles)  

          เช่น ชื่อ อายุ เพศ การศึกษา ตำแหน่งงาน รายได้ ที่อยู่  ลักษณะครอบครัว บุคลิกภาพ เป็นต้น


2. ความสนใจของสินค้าที่ลูกค้าต้องการ (Priority Initiatives) 

          เนื้อหา ประเด็นหลัก ที่อธิบายว่าทำไมคนนี้ถึงสนใจในสินค้าและบริการของเรา แล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะดึงดูดให้ลูกค้าสนใจสินค้าของเราได้


3. ปัจจัยหลักที่จะทำให้ลูกค้าซื้อ (Success Factors)  

         ประเด็นหลักที่จะทำให้ลูกค้าซื้อสินค้าหรือบริการของเรา ด้วยเหตุผลที่ว่าสินค้าหรือบริการของเราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ในเรื่องใด ซึ่งจะทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของกลุ่มลูกค้าได้ชัดเจนยิ่งขึ้น


4. อุปสรรคที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ (Perceived Barriers

        เช่น ความกลัวหรือความกังวลใจของลูกค้าต่างๆทีที่ทำให้ลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ หรือ ข้ออ้างต่างๆ ที่พบบ่อยของลูกค้าในการปฏิเสธ


5. ขั้นตอนการตัดสินใจ (Decision Criteria) 

        ขั้นตอนการตัดสินใจรวมถึงความคาดหวังที่ลูกค้าจะได้รับจากสินค้าและบริการ เช่น การหาข้อมูลสินค้าหรือบริการจากเพจการที่รีวิวสินค้าบริการจากผู้ใช้จริง การดูสินค้าจริงที่หน้าร้าน กลับมาเปรียบเทียบราคาของสินค้าและให้บริการหลังการขาย หรือถามเพื่อนก่อนตัดสินใจเลือกซื้อ

 

6. กระบวนการในทุกจุดสัมผัส ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจซื้อ ตั้งแต่ก่อน ระหว่าง และหลังการซื้อ (Customer Journey)  

        ซึ่งวิธีการซื้อสินค้าหรือบริการ เขาเดินทางมาเจอคุณได้ยังไง ผ่านอะไรบ้าง พบเห็นคุณจากช่องทางไหนบ้าง ในร้านค้าออฟไลน์ หรือร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น


         นอกจาก 6 ประเด็นดังกล่าวข้างต้นแล้วหากมีประเด็นอื่นๆที่ทางเจ้าของแบรนด์สินค้าต้องการนำมาเพิ่มเติมเพื่อทำการวิเคราะห์ก็สามารถทำได้  ขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและบริการ หากเราสามารถวิเคราะห์ Customer Persona ได้มากประเด็นในแต่ละกลุ่ม ก็จะยิ่งทำให้มีความเข้าใจในส่วนของ Customer Insight ของกลุ่มลูกค้าหลักของเราได้ชัดเจนยิ่งขึ้น และสามารถจะนำไปใช้วางแผนวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดได้ง่ายขึ้นอีกด้วย 


                                           ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;D 


                                              #การตลาด101 

  



วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2563

สร้างเนื้อหาของสินค้าให้น่าสนใจ ด้วย Brand Storytelling


            ในแต่ละวันผู้บริโภคมีการติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook , Youtube, Twitter , Instagram และอื่นๆ  พบเห็นเนื้อหา (Content) ทั้งบทความ วิดีโอคลิป รูปภาพต่างๆ จำนวนมากมายเกินกว่าที่ผู้บริโภคจะสามารถจดจำได้หมด  ฉะนั้นเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการต้องให้ความสำคัญกับสร้างเนื้อหา (Content Marketing) ที่สะท้อนความเป็นตัวตนของสินค้าบริการและมีประโยชน์ต่อผู้บริโภค รวมถึงสร้างความแตกต่างจากสินค้าบริการประเภทเดียวกันในตลาด เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดจดจำแบรนด์สินค้าบริการได้ง่ายและทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อสินค้าบริการจนเปลี่ยนสถานะมาเป็นลูกค้าในที่สุด

  

           ซึ่ง  Marketing 101  มีบทความเกี่ยวกับหลักการเบื้องต้นในการสร้างเรื่องราวของสินค้าให้ผู้บริโภคเป้าหมายเกิดความสนใจ และนำไปสู่การติดตามแบรนด์สินค้าบริการ ที่เรียกว่าBrand Storytellingเพื่อเป็นเกร็ดความรู้สำหรับผู้ที่สนใจอยากทำ Brand Storytelling มาแบ่งปันกันนะครับ ;D 


Brand Storytelling คืออะไร

    Brand Storytelling คือรูปแบบ เนื้อหา (Content)  ที่ให้ความสำคัญกับการสร้าง เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการ(Brand Storytelling)   ทำให้เนื้อหามีความน่าสนใจและสามารถดึงดูดให้ผู้บริโภคเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม (Emotional Connection) กับเนื้อหาที่มีเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการนั้นๆและยังทำให้ผู้บริโภคเกิดเชื่อมั่นไว้วางใจและจดจำแบรนด์สินค้าบริการได้ดี รวมถึงทำให้แบรนด์สินค้าบริการมีความชัดเจนและสร้างความแตกต่างจากแบรนด์สินค้าบริการอื่นๆในประเภทเดียวกัน และเนื้อหาที่สื่อสารออกไปนั้นยังก่อให้เกิดคุณค่า (Value) กับแบรนด์สินค้าบริการอีกด้วย


ลักการเบื้องต้นสำหรับการทำ Brand Storytelling


1. ต้องรู้จักแบรนด์สินค้าบริการของตนเอง 

         เราต้องมีความเข้าใจและรู้ว่าแบรนด์สินค้าเราคืออะไร จุดเด่นของสินค้าบริการคืออะไร ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายหรือช่วยผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายแก้ปัญหาได้อย่างไร มีความแตกต่างจากคู่แข่งเจ้าอื่นๆในตลาดอย่างไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนที่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องทำการสื่อสารไปยังผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายให้เกิดการจดจำได้และต้องสอดคล้องกับตัวตนของแบรนด์สินค้าด้วย


 2.นำเสนอในเรื่อง ความเชื่อของแบรนด์สินค้า 

       ต้องพยายามนำเสนอแนวคิด หลักปฎิบัติของแบรนด์ ความเชื่อมั่นของแบรนด์ว่าแบรนด์เรามีความเชื่อมั่นอย่างไร กับสิ่งรอบๆตัว   สื่อสารผ่านเรื่องราวประสบการณ์ที่มีคุณค่าของแบรนด์ไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายเพื่อให้เกิดการรับรู้และเข้าใจถึงตัวตนของแบรนด์สินค้าบริการของเรา  


3.ต้องเข้าใจเส้นทางปฏิสัมพันธ์และประสบการณ์ของผู้บริโภคกลุุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบรนด์สินค้าบริการ

        นอกจากเจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องรู้จักกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายที่คาดว่าจะเป็นลูกค้าว่าเค้ามีพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบไหน มีความเชื่อแบบไหน และสิ่งที่เค้าต้องการจากแบรนด์สินค้าบริการคืออะไร  ยังต้องมีความเข้าใจในเส้นทางปฏิสัมพันธ์  (Customer Journey) ตั้งแต่การรับรู้ การค้นหาข้อมูล การตัดสินใจซื้อ รวมถึงการซื้อซ้ำ เพราะจะทำให้เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการสามารถวางแผนการสื่อสารบอกเล่าเรื่องราวประสบการณ์และคุณค่าของแบรนด์ ให้สอดคล้องกับ Customer journey อย่างถูกช่วงเวลาถูกวิธีและชัดเจนเพื่อดึงดูดและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายให้เกิดความสนใจและนำสู่ความประทับใจและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการจนกลายเป็นลูกค้าในที่สุด 


4.สร้างการเชื่อมต่ออารมณ์ความรู้สึกระหว่างแบรนด์กับลูกค้า 

            สิ่งสำคัญในการสร้าง Brand Storytelling คือ การเชื่อมโยง เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการที่เราต้องการจะสื่อสารบอกเล่าไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย กับ สิ่งที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายอยากฟังจากเรา  โดยที่เจ้าของแบรนด์สินค้าบริการจะต้องบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์เกี่ยวกับสิ่งที่เรายึดมั่นและต้องการแบ่งปันประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้เกิดการเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกร่วม (Emotional Connection)  และเกิดการคล้อยตามและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าและบริการนั้น เช่น เรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการที่ทำให้เกิดภาพของความสุขจากการหัวเราะของคนในครอบครัวที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน หรือเรื่องราวของแบรนด์ที่สร้างจากประสบการณ์การสู้ชีวิตของคนที่มีลักษณะเดียวกันกับกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าสะเทือนอารมณ์โดยที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายสามารถรับรู้ได้และเกิดอารมณ์และความรู้สึกร่วมและติดตามเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการนั้นๆ เป็นต้น  


        ทั้ง 4 ข้อที่ได้กล่าวมานี้ ถือเป็นหลักการเบื้องต้นในการทำ Brand Storytelling เพื่อทำให้แบรนด์สินค้าบริการ มีเรื่องราวที่น่าสนใจ มีเอกลักษณ์ สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งในตลาด สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงเรื่องราวบอกเล่าของแบรนด์สินค้าบริการไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายทำให้เกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วมกับแบรนด์สินค้าบริการทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจและเกิดการจดจำได้นำไปสู่การติดตามแบรนด์สินค้าบริการในที่สุด นอกจากจะทำให้กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายกลายเป็นลูกค้าของเราจากการบอกเล่าเรื่องราวของแบรนด์สินค้าบริการแล้วยังสามารถสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์สินค้าบริการอีกด้วย ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;)


                                             #การตลาด 101


..................................

ติดตามประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือ เสนอแนะ ติชม ได้ที่ 

Facebook https://www.facebook.com/Marketing101th 

Blockdit:https://www.blockdit.com/marketing101 

email : mktg_101@hotmail.com


 

วันเสาร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2563

4 เคล็ดลับ กระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาล


ใกล้เข้าสู่ช่วงเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลคริสต์มาส หรือวันสิ้นปี ร่วมถึงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งช่วงเทศกาลต่างๆนี้ส่วนใหญ่เป็นช่วงเวลาที่ลูกค้าจะนิยมจับจ่ายใช้สอยในการซื้อสินค้าเพื่อเตรียมไว้สำหรับงานเฉลิมฉลองต่างๆ หรือเป็นของขวัญให้กับผู้ใหญ่ และบรรดาห้างร้านก็มักจะนิยมจัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้ากันมากขึ้นอีกด้วยเมื่อเทียบกับช่วงการขายปกติ ช่วงเทศกาลจึงเป็นช่วงเวลาแห่งการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ห้างหรือผู้ประกอบการร้านค้าต่างๆ จะต้องให้ความสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  


การตลาด101 จึงมี 4 เคล็บลับดีๆ เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายที่ดูสนุกและมีสีสันในช่วงเทศกาลมาฝากกันดังนี้ครับ ^^


1.ตกแต่งร้านค้าและช่องทางการสื่อสารออนไลน์ให้เข้ากับช่วงเทศกาล

 เช่น บริเวณหน้าร้านค้า ทางเข้าร้านค้า และที่ชั้นวางสินค้าต่างๆ ควรมีการตกแต่งประดับด้วยภาพตามเทศกาลนั้นๆ รวมถึงการช่องทางสื่อสารออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Website Facebook ของทางห้างร้านเองก็ควรออกแบบกราฟฟิกภาพต่างๆ ให้เป็นแนวทางเดียวกัน ซึ่งหากผู้ประกอบการร้านค้ามีการตกแต่งร้านค้าที่ดีก็จะสามารถเพิ่มความน่าสนใจและยังเป็นการกระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาแวะะชมสินค้าหรือสั่งซื้อสินค้าได้อีกด้วย 


2. โปรโมชั่นหรือบริการพิเศษ กระตุ้นให้ผู้บริโภคซื้อสินค้า

ในช่วงเทศกาลนั้น ลูกค้าส่วนใหญ่จะมีจับจ่ายซื้อสินค้าเพื่อเตรียมไว้สำหรับงานเฉลิมฉลอง สังสรรค์กับคนในครอบครัว ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูง รวมถึงการหาของขวัญสำหรับผู้ใหญ่ที่เคารพ ดังนั้นผู้ประกอบการร้านค้า จึงควรมีโปรโมชั่นพิเศษสำหรับการกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้า ได้มากขึ้น เช่น ซื้อ 3 ชิ้นถูกกว่า หรือมีบริการพิเศษสำหรับการซื้อสินค้าในช่วงเทศกาลนั้นๆ เช่น การห่อบรรจุเป็นของขวัญฟรี หรือเมื่อซื้อสินค้าครบ 2,000 บาท มีบริการจัดส่งถึงบ้านฟรี เฉพาะวันคริสต์มาสนี้เท่านั้น เป็นต้น


3. มีสินค้าพิเศษเป็นสินค้าแนะนำในช่วงเทศกาล

ในช่วงเทศกาลต่างๆ ทางห้างร้านควรมีสินค้าพิเศษในช่วงเทศกาลหรือเป็นสินค้าที่ขายดี เป็นสินค้าแนะนำของทางห้างร้าน เพื่อกระตุ้นความสนใจให้กับลูกค้าที่เข้ามาที่ร้านค้าหรือเยี่ยมชม website หากยิ่งเป็นช่วงเทศกาลต่างๆด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้ได้รับความนิยมจากลูกค้ามากขึ้น และส่งผลให้ยอดขายของทางห้างร้านสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญอย่างลืมเรื่องของการสต๊อกสินค้านั้นๆไว้ให้เพียงพอต่อการขายด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นอาจทำให้เสียโอกาสในการขายได้ 


4. พนักงานมีส่วนสำคัญในการให้บริการ 

นอกจาการตกแต่งร้านค้าและการมีโปรโมชั่นพิเศษต่างๆเพื่อกระตุ้นให้ลูกค้าเกิดการซื้อสินค้าแล้ว พนักงานก็มีส่วนสำคัญในการให้บริการลูกค้าและสรา้งยอดขายในช่วงเทศกาลด้วย เช่น การแต่งกายของพนักงานให้เข้ากับเทศกาล การยิ้มแย้มและกล่าวคำทักทายลูกค้าที่สุภาพ รวมถึงการแนะนำสินค้าหรือโปรโมชั่นพิเศษในช่วงเทศกาลให้กับลูกค้าก็เป็นถือสิ่งสำคัญในการช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าซื้อสินค้าและเป็นการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้าอีกด้วย


ทางการตลาด101 จึงขอฝาก 4 เคล็ดลับง่ายๆ ในการกระตุ้นยอดขายในช่วงเทศกาลให้กับห้างร้าน และหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการห้างร้านหรือผู้ที่สนใจ ลองนำไปใช้กันดูนะครับ ;) 


                                          #การตลาด101 


......................

ติดตามสรุป ประเด็น บทความ เนื้อหาสาระอื่นๆที่น่าสนใจหรือเสนอแนะ ติชม ได้ที่
Facebook : https://www.facebook.com/Marketing101th
Blockdit :https://www.blockdit.com/marketing101
e mail : mktg_101@hotmail.com